เอกชน หวั่นการเมืองตัวถ่วงฉุดเศรษฐกิจไทยเดินลงเหว

Posted by admin on November 3, 2013 in ห้องสมุด |

เชื่อได้ว่าอุณหภูมิการเมืองไทยนับจากนี้…คงจะยิ่งทวีความรุนแรง หลังจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 แล้ว 3 แบบสายฟ้าแลบ ก่อนคอยเข้าสู่การประเมินของที่ประชุมวุฒิสภาภายในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วเชื่อได้ว่ารัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะสามารถผลักดันให้ร่างกฎหมายฉบับนี้คลอดออกมาได้สำเร็จตามความตั้งใจแรกของการเข้ามาคือรัฐบาล…
เป่านกหวีดระดมมวลชน
ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อได้ว่า สังคมไทยต้องเดินทางเข้าสู่ความวุ่นวายกันอีกครั้ง เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านได้เป่านกหวีด…ระดมมวลชนที่เห็นต่างออกมาเคลื่อนไหวปฏิวัติ แม้เหตุการณ์ยังไม่ได้เข้าขั้นรุนแรง แต่…ภาพเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ปิดสนามบิน อันเนื่องมาจากความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อครั้งอดีตได้ผุดขึ้นมาในความคิดของคนไทยอีกครั้ง ว่าชนวนเหตุทางการเมืองครั้งนี้คงจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หรือไม่หากคือเช่นนั้น! นั่นหมายถึงว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าลงเหว…เพราะเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ตกอยู่ในอาการตกต่ำ สารพัดหน่วยงานมักพาเหรดปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจลง ทั้งสภาพัฒน์ ทั้งแบงก์ชาติ หรือบรรดาสำนักวิจัยต่าง ๆ เพราะเห็นอาการและไม่ว่าอาจคือผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แม้ทิศทางของสหรัฐเริ่มดีขึ้นบ้างแต่คงไม่ชัดเจน ส่งผลให้การส่งออกของไทยจะต้องเดี้ยง! ตามไปด้วย ล่าสุดแบงก์ชาติเองประเมินว่าการส่งออกไทยในปี 56 นี้ อาจขยายตัวได้เพียง 1% แล้วจึงเริ่มผงกหัวในปี 57
นอกจากเรื่องของการส่งออกที่อยู่ในอาการสาละวันเตี้ยลงแล้ว อุปสรรคเศรษฐกิจในประเทศก็อยู่ในภาวะชะงักงันไปด้วยจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอลง ประกอบไปถึงการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นเพราะมีความเชื่อมั่นลดลงแล้วมีหน้าที่หนี้เสริมมากขึ้น ขณะที่พระเอกตัวจริงอย่างเรื่องของการลงทุนของรัฐบาลทั้งในโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่ากว่า 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้ออกมาได้
สารพัดหน่วยงานลดเป้าเศรษฐกิจจนกระทั่งการเติบ โตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่มักเผชิญสารพัดมรสุมยังขยายตัวไม่เกิน 4% เท่านั้น ล่าสุดแบงก์ชาติมองว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 3.7% ขณะที่สภาพัฒน์มองว่าเติบโตอยู่ในระดับ 3.8-4.3% ส่วนแบงก์พาณิชย์ต่างประเมินว่าอาจเติบโตได้ 3.1% บ้าง บางแห่งเลือกที่ 3.4% บ้าง ขณะท่ีภาคการส่งออกก็เจอว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหน่วยงานภาคเอกชนแล้วนักวิชาการก็ทยอยกันปรับเป้าประมาณการส่งออกในปี 56 จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์เคยตั้งเป้าในระดับ 7% แต่เมื่อผ่านไปได้เพียง 9 เดือนยอดส่งออกขยายตัวเพียง 0.05% สุดท้ายหลาย ๆ หน่วยงานจำเป็นต้องปรับเป้าส่งออกปีนี้โตแค่ 1% เพียงเท่านี้…ก็แสดงให้เห็นถึงอาการเศรษฐกิจไทยได้อย่างชัดเจนและไม่เพียงเท่านี้…ในเมื่อปัจจัยทางการเมืองได้ออกมาส่งสัญญาณให้เห็นและว่าโอกาสของความรุนแรงอาจอาจเกิดขึ้นก็เป็นได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่หลายฝ่ายก็จะออกอาการสะดุ้งและหวาดผวากับประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ที่อ่อนโยนกับสถานการณ์แบบนี้คือทุนเดิมอยู่และ และถ้าบานปลายออกไป หรือการชุมนุมคงยืดเยื้อ ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงพิเศษต่อการคิดวิเคราะห์หอบเงินเข้ามาลงทุนในไทย
ชี้ยืดเยื้อจีเยี่ยมยอดพีร่วง 0.5%

แม้ว่าในเวลานี้ยังไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ว่าจากนี้ไป การเมืองน่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ “สมประวิณ มันประเสริฐ” รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อรุนแรงถึงขนาดที่ว่าย่อมมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีก เศรษฐกิจไทยอาจถดถอยลงไปทันทีอย่างน้อย 0.5% แต่ถ้าไม่ยืดเยื้อไม่รุนแรงมากนัก ก็อาจส่งผลกระทบเศรษฐกิจในไตรมาสนั้นประมาณ 0.2% แล้วในช่วงนี้คือไฮซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยว หากการชุมนุมเกิดขึ้นในหลายจุด แม้ตอนนี้อาจน่าจะคงไม่เห็นผลกระทบ แต่เมื่อใดที่หลายประเทศเริ่มเตือนประชากรไม่ให้เดินทางเข้ามาในไทย ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคือห่วง
เช่นเดียวกับ “เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย มองว่า เรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ กำลังกลายคือตัวด่วนสถานการณ์การเมืองให้รุนแรงขึ้น ทำให้ผลกระทบทางการเมืองมีโอกาสมากขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ โดยสิ่งที่น่ากังวล เป็นภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าอาจเป็นการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว การลงทุนแล้วการส่งออกมีตัวเลขที่ไม่สดใส แต่เมื่อมีการเมืองเข้ามายิ่งกดดันให้การบริโภคชะลอตัวไปอีก ซึ่งย่อมรอดูว่าความขัดแย้งก็จะยาวเนิ่นนานเพียงใด เพราะว่าผลกระทบขึ้นอยู่กับระยะเวลาการชุมนุม

ด้าน “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ แล้วประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ออกมายืนยันว่า ผลที่คงจะเกิดขึ้นทันทีคือกำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคหดลงแน่ ถ้าการชุมนุมลุกลามบานปลาย เพราะผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจในสถานการณ์ จึงชะลอการใช้จ่ายไว้ในกรณีฉุกเฉิน ถ้าคืออย่างนี้ต่อเนื่อง ระยะยาวอาจจะส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับ “พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล” รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ออกอาการป็นห่วง! เนื่องจากกังวลว่า ภาพเดิมๆ ปัญหาเก่า ๆ อาจกลับมาให้เห็นกันอีกโดยเฉพาะการประจันหน้ากันของทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยแล้วไม่เห็นด้วย แล้วดูจากท่าทางและมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องราวใหญ่โต สุดท้ายหมดลงด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงที่ช่วยให้ประเทศหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจไม่สามารถเดินต่อไปได้ แล้วคงฉุดรั้งความเข้มแข็งของประเทศจนไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้
ห่วงฤดูท่องเที่ยวสะดุดแน่
ขณะที่แหล่งรายได้เดียวที่คือกำลังหลักพยุงเศรษฐกิจไทยมาตลอด คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดการณ์กันว่าในปีนี้คงจะสร้างรายได้ให้ถึง 1.7 ล้านล้านบาท หากเหตุการณ์การเมืองรุนแรงก็เชื่อได้ว่าน่าจะส่งผลกระทบแล้วฉุดให้รายได้ที่หวังไว้พังพาบลงมาได้เช่นกัน โดย “ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. บอกว่า อุปสรรคการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอาจจะยังไม่มีผลกระทบในระยะสั้นมากเท่าใดนัก เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ได้จองห้องพักล่วงหน้าในเดือน พ.ย-ธ.ค.มาและ แต่ถ้าแนวโน้มของสถานการณ์เริ่มปะทุรุนแรงบานปลาย ยังสะเทือนช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่นปลายปีนี้ ยาวไปจนถึงปีหน้าทันที ขณะเดียวกันคงส่งผลไปถึงการตัดสินใจของกลุ่มลูกจ้างพนักงานบริษัท อาจจะชะลอตัดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง 2 เดือนนี้ เพราะว่ามักเฝ้าคอยผลการเลือกโบนัสจากสภาพเศรษฐกิจเชื่อว่าน่าจะหดตัวตามไปด้วย
ความหวาดกลัวของคนไทย…ก็จะเกิดขึ้นตามที่ตระหนกกันหรือไม่ ณ วันนี้ คงคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ แต่หากวันใดที่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นมาอีกล่ะก็ …ดังนั้นเศรษฐกิจไทยก็ย่อมเดินลงเหวแน่นอน.
ทีมเศรษฐกิจ

เอกชน หวั่นการเมืองตัวถ่วงฉุดเศรษฐกิจไทยเดินลงเหว
0 votes, 0.00 avg. rating (0% score)

Copyright © 2013-2014 แหล่งรวมซอฟต์แวร์คอม ฯ ข่าวคอม ฯ เทคโนโลยี All rights reserved.